
วัดพิชยญาติการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด “วรวิหาร” มีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ตั้งอยู่ริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นวัดที่มีรูปแบบศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
วัดพิชยญาติการาม แต่เดิมเป็นวัดร้าง ไม่มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ต่อมาช่วง พ.ศ. 2372-2375 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ ได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน และสถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่แล้ว น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวในรัชการที่ 3 พระองค์จึงพระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมารัชการที่ 4 ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพิชยญาติการาม” (แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดพิชัยญาติ”) ด้วยเหตุที่วัดพิชยญาติการาม ถูกยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร วัดนี้จึงมีชื่อสามัญว่า “วัดพิชยญาติการามวรวิหาร”Lacation
Wat Phichaya Yatikaram is a minor royal temple in the category of
“Worawihan”. The temple covers the area of 22 rai 3 ngan and 64 square
wa. It is located by the riverside of Somdet Chao Phraya Canal, Somdet
Chao Phraya Road, Bangkok. The Temple’s form of art belongs to the
early Rattanakosin in period.
History
Wat Phichaya Yatikaram Worawihan was previously a deserted temple. There
is no evidence to prove when the temple was constructed. During
1829-1832, Somdet Chao Phraya Borommaha Phichaiyat (That Bunnak),
appointed as Phraya Si Phiphat, restored religious sites and established
this temple in order to humbly offer it as a royal temple to King Rama
III. Then, the king named it “Wat Phraya Yatikaram”. Later during the
reign of King Rama IV, the temple was renamed as “Wat Phichaya
Yatikaram” (in which villagers usually call “Wat Phicaiyat”). As this
temple was promoted as a minor royal temple in a category of
“Worawihan”, the category was then added to its existing name.
Thereafter, its common name became “Wat Phichaya Yatikaram Worawihan”.


วิหารลายคำ
พระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ พระพุทธรูปในศิลปกรรมล้านนา วิหารลายคำบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยเจ้ากาวิละ และเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๓๙๗ – ๒๔๑๓) ปัจจุบันวิหารลายคำ กว้าง ๘ เมตร ด้านหน้า หันไปทางทิศตะวันออก มีบันไดนาค และสิงห์ปูนปั้น ๒ ตัว หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันและเสา ลงรักสีแดงเขียนลายพรรณพฤกษาสีทอง ผนังก่ออิฐถือปูน ด้านทิศใต้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง สุวรรณหงส์ ส่วนด้านทิศเหนือ เขียนเรื่อง สังข์ทอง จิตรกรรมฝาพนัง ซึ่งเป็นวรรณกรรมไทย ทั้ง ๒ เรื่องนี้เขียนขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ถือว่าทรงคุณค่าทางด้านศิลปะที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตแบบล้านนา และวัฒนธรรมของภาคเหนือได้เป็นอย่างดี นับเป็นงานสถาปัตยกรรมประะเภทวิหารแบบล้านนา ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่
Vihara Laai Kham
Phra Muang Kaew (A.D. 1495-1525) commanded to build if for enshrining th Buddha image, Phra Bhuthasihing or Phra Singh of Lanna art. Tha Vihara was mainly restored particulaly in the period of Chao Kawila and Chao Kawiroros Suriyawong (A.D. 1854-1870).
At present, the Vihara faces the east and measures 8 meters wide and 30 meters long. It has a Naga staircase and two lions stucco built on the front side. Its pediment is decorated with golden painting of spiral style, and the pillars are pattern of red gilt lacquer technic. Its superstructure is made of wood and roofed by earthen tiles. Built in bricks and coated with lime, the both walls of Vihara are decorated with mural paintings; the south wall depicts the story of Suwannahong while the north wall exhibits the story of Sangthong. These two old Thai literatures in painting are dated to the early Ratanakosin period. It is a magnific picture of superb art representing Lanna life style and northern culture. Vihara Laai Kham is the one of the most beautiful artistic Lanna architecture in Chiang Mai.

![]() | The beautiful Buddha images in Sukhothai art are those showing the Lord Buddha after he attained enlightenment. This is when all the muscles showed signs of relaxation and he reached the state of genuine serenity which indicates an inner dimension that is total and whole, a light smile seemed to be lighting up his face. After the enlightenment, the Lord Buddha entered more into the stage of nirvana than that of the world. Thai artisans can thus build these images as if they were made in heaven, be it the sitting, walking or reclining position. Each carries the gentle features in such a way that it gives one an impression of floating in heaven. The method of building Buddha images is complex. Being beautiful in artistic sense alone does not suffice since the images built on the basis of ideal must also unveil the heart of teachings of Buddhism. It may be said, therefore, that artists draw their inspiration in the creation from Buddhist teachings. But it by no means suggests that they are the replica of the Lord Buddha himself. To build a Buddha image, the artisans have to build an ideal human body and add to it features that have nothing to do with worldly elements. |
![]() | Building walking Buddha images is particularly popular among Sukhothai artisans. indeed, they could really build pieces of fine art. By concentrating on this style of beautiful images can really give one the impression that they move quietly forward. The fingers symbolize the walking as the Lord Buddha goes out to proclaim his religion. The torso too carries that graceful curve as he is turning towards a certain direction as monks normally do, his arms therefore fall to the side in a curving manner. The head looks like a budding lotus, the neck that drops vertically rests proportionately on the shoulder. The proportionate features and fine details in the Buddha images help distinguish an overall proportionate composition, for instance, the refined outer lines of the ears which roll outwardly and the hands that look more heavenly than human-like. The reason for this outstanding result rests solely on the artisans dedication. Some of the Buddha images from the Sukhothai school are so beautiful that some of the female features have been understood to be included. Few people realize that they are the result of the deep respect ancient Thai artisans hold for the Lord Buddha and they are created based on the imagery at his enlightenment which freed him from worldly materials, hence he was no longer restricted by gender features. As a result, Buddha images are more heavenly than worldly. |
พระพุทธรูปสุโขทัย
พระพุทธรูปที่สวยงามในศิลปะแบบสุโขทัย เป็นรูปพระพุทธองค์เมื่อเสด็จตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อเป็นดังนั้นระบบกล้ามเนื้อต่างๆ ก็จะผ่อนคลาย พระองค์จะทรงอยู่ในความสงบนิ่งอย่างแท้จริง พระพักตร์สงบมีรอยเผยอยิ้มเล็กน้อยแสดงถึงปิติอันเกิดขึ้นภายในอย่างสมบูรณ์ ภายหลังการตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จอยู่ในห้วงแห่งพระนิพพานมากกว่าห้วงแห่งโลก และช่างไทยก็จะประิดิษฐ์พระพุทธรูปอย่างชนิดที่เรียกว่า สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์ขึ้นตามความจริง ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งลีลา หรือไสยาศน์ ก็จะมีลักษณะอันละมุนละไม และลอยดุจอยู่ในสรวงสวรรค์นี้ผสมอยู่ด้วย
วิธีการในการสร้างพระพุทธรูปนี้ยุ่งยาก ลักษณะความสวยงามทางศิลปะอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่ารูปที่ทำขึ้นตามอุดมคตินั้นต้องทำให้เข้าถึงแก่นของคำสั่งสอน ของพุทธศาสนาด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำสั่งสอนของพุทธศาสนาที่ดลบันดาลให้เกิดมีรูปขึ้น ใช่ว่ารูปนั้นแสดงถึงร่างอันแท้จริงของพระพุทธองค์ ดังนั้นในการประดิษฐ์พระพุทธรูป ช่างจึงต้องทำรูปร่างมนุษย์ขึ้นตามอุดมคติอันสูงส่ง ในขณะเดียวกันก็ต้องให้มีลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโลกมนุษย์อีก ต่อไปผสมอยู่ด้วย
การประดิษฐ์พระพุทธรูปลีลานั้นเป็นที่นิยม กันเป็นพิเศษสำหรับช่างสมัยสุโขทัย ตามความเป็นจริงแล้วสำหรับเรื่องนี้เขาก็สามารถผลิตศิลปวัตถุชิ้นพิเศษขึ้น มาได้จริงๆ ในการมองดูพระพุทธรูปที่สวยงามแบบนี้รูปหนึ่ง เราจะรู้สึกว่ารูปนั้นกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแช่มช้อย มีนิ้วพระหัตถ์ทำท่าอย่างสุภาพ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงพระธรรมจักร คือ เป็นอิริยาบถพระพุทธองค์ขณะกำลังทรงดำเนินไปประกาศพระศาสนาของพระองค์ พระวรกายมีทรวดทรงอ่อนช้อยอย่างสวยงาม เหตุว่าพระวรองค์กำลัีงเบือนไปด้านหนึ่ง ตามลักษณะการเคลื่อนที่ของพระชงฆ์นั้น พระกรก็จะห้อยลงมาอย่างได้จังหวะตามลักษณะที่อ่อนโค้ง พระเศียรมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม และพระศอซึ่งผายออกทางเบื้องล่างก็ตั้งอยู่บนพระอังสาอย่างได้สัดส่วน ลักษณะรายละเอียดแต่ละอย่างของพระพุทธรูปเป็นต้นว่าเส้นนอกอันละเอียดอ่อน ของใบพระกรรณซึ่งม้วนออกข้างนอกเล็กน้อย ก็ดูเหมือนจะย้ำถึงความได้สัดส่วนขององค์ประกอบทั้งหมดให้เด่นยิ่งขึ้นไปอีก พระหัตถ์ดูเป็นของทิพย์มากกว่าที่จะเป็นของมนุษย์ ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าได้ทำขึ้นอย่างดีนั้นเอง
พระพุทธรูปแบบสุโขทัยบางรูปสวยงามมาก จนกระทั้งดูคล้ายกับว่ามีลักษณะของสตรีเพศปนอยู่ มีบุคคลเพียงจำนวนน้อยที่ประจักษ์ว่า ลักษณะเช่นนี้เกิดจากความเคารพนับถือย่างลึกซึ้ง ที่ช่างไทยโบราณมีต่อพระพุทธองค์ และเกิดจากการทำรูปภาพขึ้นตามมโนภาพดังที่กล่าวมาแล้วเมื่อพระพุทธองค์ได้ ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็เป็นของโลกที่ไม่มีตัวตนซึ่งรูปลักษณะของเพศไม่มีอยู่อีกต่อไป ดังนั้นพระพุทธรูปจึงเป็นของสวรรค์ยิ่งกว่าของโลกมนุษย์
![]() | พระแก้วทรงเครื่อง องค์พระเนื้อแก้ว ประดับเพชร ทองคำ ขนาดความสูงรวม ๕๐ ซม. เฉพาะองค์พระสูง ๑๗ ซม. หน้าตักกว้าง ๑๑ ซม. (๔.๕ นิ้ว) ศิลปะเขมรรุ่นหลัง พุทธศตวรรษที่ ๒๕ พระพุทธรูปองค์นี้ทำด้วยแก้วหล่อ สันนิษฐานว่าอาจจะส่งต้นแบบไปหล่อที่ประเทศฝรั่้งเศส และส่งกลับมาประดับเพชร ทองคำในประเทศกัมพูชา พระพุทธรูปนั่งสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยประทับเหนือฐานซึ่งทำด้วยเงินจับทอง ประกอบลวดลายดุนนูนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีฉัตรทองคำสามชั้นประกอบ เป็นที่น่าสังเกตว่าลักษระจีวรทองคำประกอบลวดลายดุนนูนบนองค์พระมีความ ละม้ายกับเครื่องประจำฤดูฝนของพระแก้วมรกต อีทั้งมงกุฏเหนือพระเศียรก็ยังละม้ายกับมงกุฏประจำเครื่องทรงประจำฤดูร้อน ของพระแก้วมรกตของไทยอีกด้วย เป็นไปได้ว่าช่างได้จำลองลักษณะบางประการของพระแก้วมรกตไป แต่ฝีมือก็ยังแตกต่างกันอยู่มาก อย่างไรก็ดีพระแก้วองค์นี้ก็เป็นงานฝีมือของช่างเขมรที่งามประณีตมากองค์ หนึ่ง Crowned Buddha |
พระพุทธไสยาสน์
เนื้อสัมฤทธิ์ ยาว ๖๐ ซม. ศิลปะไทยแบบสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางไสยาสน์ ความยาวตั้งแต่ยอดพระรัศมีถึงปลายพระบาท ๖๐ ซม. อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นศิลปะไทยแบบสุโขทัยตอนปลาย (แบบคลาสิก) พระพุทธรูปองค์นี้ถึงแม้ว่าจะมีพระพักตร์ค่อนข้างกลมแต่สุนทรียภาพของพระ พักตร์รวมทั้งรัศมีรูปเปลวไฟก็เป็นลักษณะตามแบบสุโขทัยโดยทั่วไป สำหรับพระวรกายนั้นแสดงอาการบรรทม ตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์ ครองจีวรห่มเฉียงมีชายจีวรยาวห้อยขนานไปตามพระวรกาย พระวรกายแสดงถึงความงามของเส้นสายได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในลักษณะของพระวรกาย เองหรือลักษณะของพระกรซ้ายที่ทอดขนานอย่างกลมกลืนประกอบกับพระกรขวาที่ยก ขึ้นขันพระเศียรก็แสดงถึงความงามสมส่วนอย่างดีเยี่ยม พระพุทธรูปองค์นี้แสดงอาการสีหไสยาสน์ ซึ่งเป็นอาการนอนแห่งราชสีห์หรือเป็นอาการนอนอันสำรวมสติ ตะแคงขวาซ้อนพระบาทเหลื่อมกันซึ่งอาจจะแสดงถึงลักษณะของพุทธปรินิพานตามความ ในพุทธประวัติ ส่วนนิ้วพระหัตถ์ที่ยาวไม่เสมอกัน และมีการ “เ่ล่นนิ้ว” (ศัพท์ที่นักเลงพระใช้เรียกพระพุทธรูปที่นิ้วพระหัตถ์พลิ้วไหว) ซึ่งมักปรากฎในศิลปะล้านนาบ่อยครั้งก็เห็นได้บนพระพุทธรูปองค์นี้ดวย พระพุทธรูปดังกล่าวสามารถแยกส่วนพระบาทออกจากองค์พระได้ จากลักษณะที่กล่าวถึงข้างต้นน่าจะถือได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความงดงามมากที่สุดองค์หนึ่งใน ศิลปะสุโขทัยที่จะหาพระพุทธรูปองค์อื่นใดมาเทียบเคียงได้น้อยนัก |

![]() | Reclining Buddha The Buddha is reclining on the right side, with his right hand supporting the head, the left hand placed along the body. The figure is shown with an oval face, tiny hair curls, topped by a cone-shaped ushnishna, surmounted by a flame finial. The reclining Buddha represents the Buddha on his mahaparinivana, the great and final extinction from the cycles of rebirths. The gentle horizontal lines of the recumbent body, the graceful curve of the arm, the long tapering fingers and the smoothness and sensitivity of the modeling, combine to make this image one of the masterpieces of the Sukhothai period.
|
![]() | พระพุทธรูปอู่ทอง พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระพักตร์สี่เหลี่ยมแสดงอิทธิพลศิลปะเขมรโดยมีไร พระศก ขมวดพระเกศาเป็นปมขนาดเล็ก มีพระรัศมีแหลมเหนือพระเกตุมาลา ส่วนพระวรกายนั้นครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรยาวจรดพระนาภีปลายแยกเป็นแฉก ประทับสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยเหนือฐานหน้ากระดานเกลี้ยงแอ่นเป็นร่องเข้า ข้างใน พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองรุ่นที่ ๒ นี้นักสะสมพระนิยมเรียกกันว่า “พระอู่ทองหน้าแก่” เป็นพระพุทธรูปอู่ทองที่ค่อนข้างหายาก อันแสดงถึงวิวัฒนาการต่อจากพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ ๑ ซึ่งมีรัศมีเป็นรูปบัวตูม อย่างไรก็ดี พระพุทธรูปองค์นี้เริ่มที่จะมีอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยตอนปลายเข้ามาปราก ฎบ้าง เป็นต้นว่าสุนทรียภาพบนพระพักตร์ที่มีความอ่อนหวานในลักษณะของพระโอษฐ์ที่ อมยิ้มและปลายของชายจีวรที่คล้ายกับลายเขี้ยวตะขาบอันแตกต่างจากปลายจีวรตัด ตรงของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ และรุ่นที่ ๒ โดยทั่วไป
|
![]() | U-thong Buddha , Seated Buddha (Subduing Mara) The square face with a flat band bordering the hairline attests to Khmer influence in early Ayutthaya. The hair arrangement in spiky curls with flame-shaped finial over ushnishna. The robe is in the open mode with the flap terminating in an fishtail notch indicates the influence of Sukhothai art.
|
![]() | พระพุทธรูปล้านนา พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เป็นรูปวงรีมีพระนลาฎค่อนข้างแคบ พระขนงเป็นเส้นโค้ง พระนาสิกแหลม พระโอษฐ์เรียว ขมวดพระเกศาค่อนข้างเล็ก มีรัศมีเป็นรูปเปลวไฟแหลม พระพุทธรูปมีพระวรกายค่อนข้างสะโอดสะอง ครองจีวรห่มเฉียงมีชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาภีปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งขัดสมาธิราบแบบวีราสนะเกือบเป็นเส้นตรงในทางแนวนอน แสดงปางสมาธิด้วยการวางพระหัตถ์ขวาซ้อนบนพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระเพลา องค์พระพุทธรูปประทับบานฐานปัทมาสน์ประกอบด้วยกลีบบัวหงายขนาดใหญ่สลับกับ เล็กที่มียอดแหลมที่กึ่งกลางแต่ละกลีบกับทั้งมีเกสรบัวเรียงเป็นแถวตามแนว นอนเหนือกลีบบัวเหล่านั้น ส่วนฐานเบื้องล่างเป็นฐานหน้ากระดานเกลี้ยงปราศจากลวดลายเครื่องประดับ พุทธลักษณะข้างต้นนี้แสดงถึงรูปแบบของพระพุทธรูปแบบล้านนาตอนปลายที่ได้ รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยแบบคลาสิก ลักษณะดังกล่าวจักเห็นได้จากลักษรณโดยส่วนรวมทั้งหมดของพระพุทธรูป แต่กระนั้นก็ยังแสดงถึงลักษณะบางประการที่ผันแปรไปจากพระพุทธรูปแบบสุโขทัย แท้ อาทิ สุนทรียภาพบนพระพักตร์ที่ละเมียดละมัยน้อยกว่า ลักษณะของชายจีวรที่ตกแต่งตามแบบล้านนารวมทั้งลักษณะของฐานปัทมาสน์ที่มี กลีบบัวและแนวเกสรบัวตามแบบล้านนาโดยทั่วไป สำหรับปางสมาธิที่ปรากฏบนพระพุทธรูปไทยเราทุกสมัยให้ความสำคัญกับปาง มารวิชัยเป็นพื้น โดยมิใคร่ปรากฏปางสมาธิมากนัก ลักษณะการแสดงปางสมาธิเช่นนี้พบว่าได้เป็นที่นิยมมากในศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมร และศิลปะัลังกา เป็นพิเศษ แต่กระนั้นก็ดี การสร้างพระพุทธรูปทั้งปางสมาธิหรือปางมารวิชัยก็น่าจะแสดงถึงเหตุการณ์ใน พุทธประวัติที่ต่อเนื่องกันอันหมาวถึงพุทธประวัติในกาลที่สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นประการสำคัญ การแสดงปางดังกล่าวทั้งสองปางยังได้รับการยืนยันจากภาพจิตรกรรมในชั้นหลังใน ภาพพุทธประวัติตอนตรัสรู้มีพลพญามารมาผจญและมีแม่พระธรณีปรากฎกายอยู่นั้น บางภาพก็แสดงพระพุทธเจ้าประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยแต่บางภาพก็แสดงปางสมาธิ ในเหตุการณ์ตอนเดียวกัน เป็นไปได้ว่าการที่พระพุทธรูปของไทยนิยมแสดงปางมารวิชัยมากกว่าปางสมาธิใน เหตุการณ์ตอนตรัสรู้นี้ก็เพื่อที่จะเน้นให้ชัดเจนถึงเหตุการณ์ข้างต้นซึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องราวตอนที่สำคัญที่สุดในพุทธประวัติ ด้วยเหตุที่ปางสมาธิแม้ว่าจะหมายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวก็จริงแต่ก็มักจะปราก ฎในเรื่องราวตอนอื่นๆได้ด้วย การที่พระพุทธรูปองค์นี้แสดงปางสมาธิจึงถือเป็นสิ่งพิเศษซึ่งหาได้ยากใน ศิลปะแบบล้านนาโดยทั่วไป
|
![]() | Lanna Buddha This late style Lanna seated Buddha shows influence of the late classic Sukhothai art, The look is slightly different through. The Buddha has an oval shaped face, small hair cruls, broad shoulders, the nose is smaller than that seen in Sukhothai, less influenced by India Chola sculpture. This Lanna Buddha is seated in a double base with lotus leafs, not seen in Sukhothai, this particular piece is unusual in that the Buddha is in meditation mudra, when most are found in earth touching mudra, making this piece very unique.
|
Credit by Prathai .







